เดินตามรอยเท้า "พ่อ" พ่อสอนเราให้เราพึ่งพาตนเอง ทำกินก่อน ถ้ามากก็เผื่อแผ่ ถ้าเหลือก็ขาย ใช้ชีวิตพอเพียง แค่นี้ก็สุขแล้ว อย่ารอใครทั้งสิ้น ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

ผู้ติดตาม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แปรรูปเกษตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แปรรูปเกษตร แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แหนมเห็ดนางฟ้า การถนอมอาหารแบบไทยๆ

ใช้เห็ดนางฟ้ามาเป็นส่วนผสมแทนหนังหมู แก้ปัญหาเห็ดขายไม่หมด
ใครที่ทำโรงเพาะเห็ดแล้วมีเห็ดที่เหลือจากการขายไม่รู้จะทำอะไรกับเห็ดนั้น วันนี้เรามี“แหนมเห็ด” โดยใช้เห็ดนางฟ้าเป็นส่วนผสมมาแนะนำลองทำกันดูเผื่อ ว่าจะทำเป็นรายได้เสริมกันได้


++ส่วนผสมก็มี++
วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สูตรการทำซอสมะม่วง (ใช้แทนซอสพริก)

ซอสพริก  เป็นซอสอีกอย่างหนึ่งที่ผู้บริโภคทั่วไปชอบนำมากินกับไส้กรอก  ไข่ ดาว  หรือกินกับอะไรได้หลายประเภท    ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ทำซอสพริกนั้น จะ ใช้มะละกอเป็นส่วนประสมในการทำ   แต่จากการลงพื้นที่เข้าร่วมพูดคุยกับ  คุณ ทรงกช  สนเท่ห์  ผู้ทำเกษตรผสมผสานบนพื้นฐานความพอเพียง   ได้แนะวิธีการทำ ซอสพริกด้วยวิธีการง่ายๆ   และสามารถนำมารับประทานแทนซอสพริกได้ แถมยังมีรส ชาติที่อร่อยน่ารับประทาน  โดยการใช้มะม่วงเป็นส่วนผสมในการทำแทนการใช้ มะละกอ  ด้วยวิธีการและรายละเอียดดังนี้


++เครื่องปรุงและส่วนประกอบ++
1.พริกชี้ฟ้าแดงเม็ดใหญ่และแกะเม็ดข้างในออก จำนวน 8-10 เม็ด
วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ถ่านอัดแท่ง(สูตรแป้งมัน)

ถ่านอัด แท่ง(1)สูตรแป้งมันใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม ดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์
ถ่านอัดแท่ง(2)สามารถเพ้นท์ลวดลายเพิ่มมูลค่าได้สนใจการทำโทร*1677 กด2
       

ภูมิปัญญา ที่เกษตรกรคนเก่งของเราคิดและลองทำดู ทำแล้วสามารถใช้ได้ผลเลยทีเดียวในการ กำจัดกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ในที่แต่งๆ ทั้งตู้เย็น,รถยนต์ และอื่นๆอย่างดี ยิ่ง




 ++ส่วนผสม++

วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

การใช้น้ำมะพร้าวเพิ่มความหอมให้ผักดอง

ผักกาด ดอง(1)ในขั้นตอนการดองให้ใส่น้ำมะพร้าวเข้าไปด้วยจะเพิ่มความหอม
ผักกาดดอง(2)กว่าการดองด้วยน้ำเกลือเปล่าๆและช่วยดึงดูดลูกค้าได้อีก ด้วย



ผักกาดเขียว ปลีเป็นพืชระยะสั้นอายุปีเดียวใช้เวลาปลูกเพียง 60 – 70 วัน พันธุ์ที่นิยม ปลูกเพื่อนำมาทำผักดองเป็นพันธุ์ปลีกลม คือมีลักษณะเข้าปลี ส่วนใหญ่ผักกาด เขียวปลีนิยมนำมาทำเป็นผักดอง หากปลีงามใหญ่ ก็มักกรีดใบทิ้งเอา ใจผัก มา ดองเค็ม และ ดองเปรี้ยวเป็นผักดอง วันนี้จึงขอแนะนำการเพิ่มความหอมให้ผัก กาดดอง เป็นการเพิ่มอรรถรสในการรับประทาน และ ดึงดูดลูกค้าได้ เป็นการคิด ค้นโดย คุณหอม สุดต๋า เกษตรกรแปรรูปบ้านด้ายหนองหล่ม ม.15 ต.เวียง ชัย อ.เวียงชัย จ.เชียงราย
ส่วนประกอบ

-ผักกาดเขียวปลีล้างสะอาด จำนวน 100 กิโลกรัม

-เกลือ จำนวน 2 กิโลกรัม

-น้ำมะพร้าว 15 ลิตร

-ไม้ไผ่ 2 ท่อน

-พลาสติกแผ่น

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วิธีการทำกุนเชียง

หมู วิธีการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าทางการเกษตรและการแปรรูปอาหาร

การเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น ก็เป็นอีกทางเลือก ที่ของกลุ่มแปรรูปอาหารจากเนื้อสัตว์ บ้านหนองปลาน้อย ตำบลเหล่าปอแดง อำเภอ เมือง จังหวัดสกลนคร ซึ่งสร้างรายได้เข้ากลุ่มเดือนละ ประมาณ 50,000 บาท หลังจากการทำนา


วัตถุดิบการทำกุนเชียง

1.หมูเนื้อแดง จำนวน 10 กิโลกรัม
2.มันหมู จำนวน 3 กิโลกรัม
3.น้ำตาลทราย จำนวน 3 กิโลกรัม
4.เกลือ จำนวน 5 ช้อนโต๊ะ
5.ไส้หมูแห้ง จำนวน 1 มัด ประมาณ 40 กิโลกรัม
วิธีการ
1.นำหมูเนื้อแดงมาบดละเอียดด้วยเครื่องบด แล้วพักไว้
2.นำมันหมูมาบดละเอียดด้วยเครื่องบด แล้วพักไว้
3.นำเนื้อหมูทั้งหมดมาคลุกรวมกันแล้วปรุงรส ใส่น้ำตาลทราย ซีอิ้วขาว และเกลือ โดยคลุกเคล้าให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว
4.จากนั้นกรอกเนื้อหมูที่ปรุงรสแล้วใส่ไส้แห้งด้วยเครื่องกรอก ได้ประมาณ 8 แท่ง/ 1 กิโลกรัม จนหมดเนื้อหมูที่เตรียมไว้
5.เมื่อกรอกเสร็จแล้วนำไปอบแห้งด้วยเครื่องอบนานประมาณ 2 วัน แล้วนำมาตากแดดอีก 1 วัน ก่อนนำไปบรรจุขาย


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ขอนแก่น ( idf 1487 )

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

วิธีการทำยาไล่ยุงธรรมชาติใช้ขี้ควาย

ควาย(1)วิธีการทำยาไล่ยุงธรรมชาติใช้ขี้ควาย30กก.ใบตระไคร้หอมแห้งครึ่งกก.
ควาย(2)น้ำ2ลิตรเคล้าเข้ากันเทใส่แบบตากให้แห้งตอนใช้หั่นเป็นแท่งจุดไฟ


นายกนก ผ่องอรัญ เจ้าพนักงานสัตวบาลชำนาญงาน ศูนย์วิจัยและถ่ายทอด เทคโนโลยีอุบลราชธานี (อำนาจเจริญ) ได้ร่วมพูดคุยผ่านรายการร่วมด้วยช่วย กัน Happy station อุบลราชธานี FM 102.75 MHz ช่วงรอบรู้เรื่องเกษตร โดยได้ ให้คำแนะนำถึงวิธีการทำยาไล่ยุงแบบประหยัดต้นทุนโดยมีขั้นตอนและวิธีการ ทำ ดังนี้



วัสดุอุปกรณ์

-ใบตะไคร้หอมที่แห้ง จำนวน 0.5 กิโลกรัม
-มูลกระบือสดจำนวน 2 ถัง (ประมาณ 30 กิโลกรัม)
-น้ำเปล่า ประมาณ 2 ลิตร
ขั้นตอนวิธีการทำ
-หั่นใบตะไคร้หอมยาวขนาด 1 เซนติเมตร แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง
-นำใบตะไคร้หอมที่แห้ง จำนวน 0.5 กิโลกรัมและมูลกระบือสดมาผสมคลุกเคล้ากันค่อยๆเติมน้ำลงไปและให้เท้าขยำคลุก เคล้าให้เข้ากันระวังอย่าให้เหลวหรือข้นจนเกินไป
-เมื่อผสมคลุกเคล้าได้ที่แล้วก็นำมาเทใส่แบบไม้ ขนาด 50x50x3 เซนติเมตร แล้วทิ้งไว้ให้พอหมาดๆ จึงถอดไม้แบบออกแล้วตากต่อไปให้แห้งสนิท โดยพื้นที่สำหรับวางไม้แบบไม่ควรเป็นพื้นดินแต่ควรจะเป็นพื้นคอนกรีตจะดีที่ สุด
-เมื่อแห้งสนิทแล้วจึงนำมาตัดให้เป็นแท่ง ขนาด 50x3 เซนติเมตร (ใช้เลื่อนตัด)
วิธีการใช้/สรรพคุณ
-นำยาไล่ยุงที่ตัดเรียบร้อยแล้วไปจุดเพื่อไล่ยุงภายในคอกสัตว์ ซึ่ง 1 แท่ง (ขนาด 50x3 เซนติเมตร) จะสามารถใช้ได้ประมาณ 3 ชั่วโมง



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ :คุณกนก ผ่องอรัญ เจ้าพนักงานสัตวบาลชำนาญงาน (081-955-5300)
ศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีอุบลราชธานี (อำนาจเจริญ) 045-541242
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

การทำไข่เค็มใบเตย

เป็ด(1)วิธีการแปรรูปและการเพิ่มมูลค่าสินค้าให้มีราคาและน่ารับประทาน
เป็ด(2)การทำไข่เค็มสูตรใบเตยหอมน่ารับประทานสนใจวิธีการทำโทร * 1677 กด 2



คุณทศพร ช่วยบุญ เป็นเกษตรกรแห่งชุมชนบ้านดอนจัน ตั้งอยู่บ้านเลข ที่ 32 หมู่ที่2 ตำบลบ้านจ่า อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ปัจจุบันคุณ ทศพรมีอายุ 57 ปี มีพื้นที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมจำนวน 23 ไร่ 3 งาน คุณ ทศพร ได้เล่าถึงที่มาที่ไปของการประกอบอาชีพการเกษตรให้ฟังว่า ในอดีตนั้น คุณทศพร รับราชการเป็นทหารหญิง อยู่หลายปี จนกระทั่ง พ่อแม่ของสามีเสีย ชีวิต ทำให้ไม่มีใครดูแลพื้นที่การเกษตรที่บ้าน ประจวบกับคุณทศพร เริ่ม เบื่อสภาพการรับราชการ จึงกลับมาดูแลพื้นที่การเกษตรเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันนี้ นับได้ประมาณ 13 ปีกับประสบการใน การประกอบอาชีพเกษตรกรรมนอกจากนี้ยังมีความสามารถในการแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้ กับผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการทำไข่เค็มใบเตย ซึ่งไม่เคยเผยเคล็ดลับกับใคร แต่ วันนี้อยากจะเผยเป็นวิทยาทานแก่ท่านที่สนใจ และนำไปประกอบอาชีพกัน


วัสดุอุปกรณ์
1.ใบเตย จำนวน 1 กิโลกรัม
2.ไข่เป็ดสดใหม่ จำนวน 100 ฟอง
3.เกลือ จำนวน 1 ถ้วย ต่อน้ำ 3 ถ้วย
4.เหล้าข้าว จำนวน 3 ฝา (ฝาขวดแม่โขง)
วิธีการทำ
1.นำใบเตยจำนวน ½ กิโลกรัม มาต้ม พร้อมน้ำเกลือ (โดยจำนวนน้ำที่ต้มต้องให้ท่วมไข่เมื่อนำใส่ภาชนะแล้ว)
2.นำใบเตยส่วนที่เหลืออีก ½ กิโลกรัม ไปปั่นจนละเอียด เมื่อละเอียดแล้ว ให้นำไปใส่ในภาชนะที่จะใช้ดองไข่ ซึ่งใบเตยจะทำให้ได้สีเขียวธรรมชาติ ไข่เค็มมีกลิ่นหอมของใบเตย
3.ล้างไข่เป็ดให้สะอาดแล้วผึ่งลมให้แห้ง
4.นำไข่เป็ดที่ล้างและผึ่งให้แห้งแล้ว มาใส่ภาชนะที่ใช้ดอง
5.เมื่อต้มน้ำในข้อ 1. จนเกลือละลายหมดแล้ว ให้ยกลงจากเตา พักไว้ให้เย็น
6.เมื่อน้ำเกลือเย็นแล้วให้นำเหล้าขาวมาเทผสมลงไป จำนวน 3 ฝา (ฝาขวดแม่โขง) ซึ่งสูตรนี้เหล้าขาวจะทำให้เนื้อไข่แดงมีความนวลน่ารับประทาน ไข่แดงเป็นตานี
7.นำน้ำเกลือที่ผสมเหล้าแล้วไปใส่ในภาชนะดองไข่ โดยเทน้ำให้ท่วมไข่ทั้งหมด ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม
การนำไปรับประทาน
1.เมื่อดองไข่ได้ 7 – 15 วันสามารถนำมาทอดเป็นไข่ดาวได้
2.เมื่อดองได้ 20 วัน ก็จะเป็นไข่เค็มที่สมบูรณ์ สามารถนำมาต้มรับประทานได้ หรือจะนำไปใส่ภาชนะที่มีความโปร่งเก็บไว้ในตู้เย็นนานหลายเดือน เทคนิคของการต้มไข่อีกอย่างคือ ในขณะต้มไข่ให้ใส่สารส้มลงไป 1 ก้อน (ก้อนเท่ากำมือ) วิธีนี้จะทำให้ไข่ขาวนวล น่ารับประทานยิ่งขึ้น


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชัยนาท
วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

การทำน้ำนมข้าวโพด

น้ำนมข้าวโพด(1)ใช้ข้าวโพดหวานเป็นวัตถุดิบสูตรจากอาจารย์สุรพล เช้าฉ้อง
น้ำนมข้าวโพด(2)สามารถทำไว้ทานเองและเพื่อจำหน่ายได้สนใจโทร*1677กด2ค่ะ

อาจารย์ สุรพล เช้าฉ้อง นักวิชาการเกษตรชำนาญการระดับ 8 ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าว ฟ่างแห่งชาติ (ไร่สุวรรณ) ผู้เชี่ยวชาญการปลูกข้าวโพดหวาน ซึ่งทางศูนย์ วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ ได้แนะนำให้ความรู้เกษตรกรหันมาปลูกข้าว โพดหวาน ปัจจุบันมีสมาชิกว่า 60 คน .. ในวันนี้ อ.สุรพล ได้แนะนำกระบวนการ ขั้นตอนการทำน้ำนมข้าวโพด ด้วยวิธีดังนี้ คือ


วัตถุดิบ

1.ข้าวโพดหวาน

2.น้ำต้มเดือด

3.น้ำเชื่อม

4.เกลือ

ขั้นตอนการทำ
1.ทำการคัดข้าวโพดหวานฝักสดนำมาปลอกเปลือกทำความสะอาด
2.หลังจากทำความสะอาดข้าวโพดหวานแล้วให้ทำการฝานเมล็ดด้วยมีดหรือถ้ามีปริมาณมากก็นำเข้าเครื่องฝานเมล็ด
3.เมล็ดข้าวโพดที่ผ่านการฝานเมล็ดแล้ว ให้นำมาชั่งน้ำหนัก โดยอัตราการใช้เพื่อนำไปต้มจะใช้
เมล็ดข้าวโพดที่ฝานแล้ว 15 กิโลกรัม เติมเกลือป่นลงไป 1 ช้อนโต๊ะ
4.ต้มน้ำ 25 ลิตร ให้เดือดแล้วนำเมล็ดข้าวโพดที่ใส่เกลือเตรียมไว้เทลงไปต้มระยะเวลาในการต้ม 12-15 นาที
5.พอต้มครบตามเวลาที่กำหนดแล้ว ให้นำไปเทลงที่เครื่องปั่นคัดแยกน้ำ และคัดแยกกากออก
6.หลังจากคัดแยกแล้วก็จะทำการนำน้ำข้าวโพดไปกรองบนตะแกรงที่ละเอียดอีกครั้ง และให้ทำการวัดระดับค่าความหวานของน้ำนมข้าวโพด (ซึ่งการนำมาวัดระดับความหวานน้ำนมข้าวโพดจะให้มีระดับความหวานอยู่ที่ 8 องศาบริก หรือถ้าทำทานในครอบครัวจะใช้ผ้าขาวบางกรองก็ได้ ความหวานอยู่ที่ความต้องการ)
7. หลังจากเติมน้ำเชื่อมจนได้ค่าความหวานที่ 8 องศาบริกแล้วก็จะนำไปกรอกใส่ขวดพลาสติก ปิดฝาให้สนิทส่งไปน็อคด้วยความเย็น (ถังน้ำแข็งที่มีความเย็น 0 องศา) เพื่อช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อ โดยไม่ใส่สารกันเสีย

หมายเหตุ .. น้ำนมข้าวโพดที่ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ (ไร่สุวรรณ) สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน 3 วัน โดยไม่เสียรสชาติ ราคาจำหน่ายอยู่ที่ขวดละ 14 บาท วันธรรมดาจำหน่ายได้ 5,000 ขวด วันเสาร์และอาทิตย์ วันละ 20,000 ขวด (ข้าวโพดหวาน) จำนวน 4-5 ฝัก ทำน้ำข้าวโพดได้ 5 ขวด) .. ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ ตั้งอยู่ในเขตตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา 044-361-770-6


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครราชสีมา

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

วิธีการทำข้าวเกรียบเห็ดหอมเพิ่มมูลค่า

เห็ดหอม(1)นำมาแปรรูปเป็นข้าวเกรียบเห็ดหอมเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้
เห็ดหอม(2)อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์สนใจวิธีการทำโทร*1677กด2ค่ะ
เห็ด หอมเป็นเห็ดที่นิยมนำมาปรุงแต่งอาหารให้มีรสชาติดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมี ประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากในเห็ดหอมจะอุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามิน บี โปรตีน และแร่ธาตุอื่นๆ อีกมากมาย ช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง ลดไขมันในเส้น เลือดและช่วยลดคลอเรสเตอร์อลได้ด้วย ….ตามปกติ เห็ดหอมที่จำหน่ายกันตาม ท้องตลาดก็ราคาแพงอยู่แล้วกิโลกรัมละ 150 บาท ทาง “สวนเห็ดดอก ลำดวน” บ้านห้วยฆ้อง หมู่9 ต.พิมาย อ.ปรางกู่ จังหวัดศรีสะเกษ ได้มี กรรมวิธีเพิ่มมูลค่าให้กับเห็ดหอมขึ้นอีก โดยนำไปแปรรูปเป็นข้าวเกรียบ เห็ดหอมเพิ่มมูลค่า ซึ่งมีวิธีการ ดังนี้:


ส่วนผสมที่สำคัญ :
-เห็ดหอม(หรือเห็ดชนิดใดก็ได้) 10 กรัม

-แป้งมันสำปะหลัง 180 กรัม

-เกลือป่น 1 ช้อนชา

-พริกไทยป่น 1 ช้อนชา

-น้ำต้มเห็ดหอม 3/4 ถ้วยตวง

ขั้นตอนวิธีการทำ
1.ล้างเห็ดหอมให้สะอาดแช่น้ำให้นิ่ม หั่นเป็นชิ้นบาง
2.นำเห็ดหอมและน้ำที่แช่ต้มให้เห็ดสุก จากนั้นนำเห็ดไปบดหรือสับให้ละเอียด
3.นำผสมส่วนผสมทั้งหมดนวดให้เข้ากัน
4.ปั้นแป้งให้เป็นแท่งยาวประมาณ 5 - 6 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 นิ้ว ห่อด้วยพลาสติกทนความร้อนมัดหัวท้ายให้แน่น พักแป้งไว้ประมาณ 20 - 30 นาที
5.นำไปนึ่งไฟแรง ประมาณ 50 - 60 นาที พอสุกยกลงพักให้เย็น
6.เก็บไว้ในตู้เย็น 1 คืน ให้แป้งอยู่ตัว นำออกมาหั่นเป็นแผ่นบางตากให้แห้งสนิท
7.เวลาทอดใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ทอดน้ำมันมาก ใส่ข้าวเกรียบทีละน้อย ช้อนข้าวเกรียบตลอดเวลา ให้ข้าวเกรียบพองเสมอกัน จากนั้นตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน
8.บรรจุถุงในขณะเย็น ถ้าร้อนข้าวเกรียบจะนิ่มไม่น่ารับประทาน


ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : “สวนเห็ดดอกลำดวน” บ.ห้วยฆ้อง หมู่9 ต.พิมาย อ.ปรางกู่ จังหวัดศรีสะเกษ โทร.045-697225


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันจ.อุบลราชธานี
วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

การทำแซนวิชจากข้าวหอมมะลิ

ข้าว(1)การแปรรูปสินค้าทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า
ข้าว(2)การทำแซนวิช จากข้าวหอมมะลิ สนใจข้อมูลโทร * 1677 กด2

แซนด์วิชข้าวหอมมะลิ
-แซนด์วิชข้าวหอมมะลิ เป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นโดยทีม งานคณะครูและนักศึกษา แผนกวิชาอุตสาหกรรมเกษตร วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ยโสธร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เนื่องจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร เป็น สถาบันที่ได้รับความไว้วางใจจากจังหวัดยโสธร ให้เป็นแหล่งผลิตพันธุ์ข้าวหอม มะลิ 105 เพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกร ส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิ ตลอดจนศึกษากา รนข้าวหอมมะลิมาแปรรูปให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ กับข้าวหอมมะลิมากยิ่งขึ้น

บทบาทสำคัญของแซนด์วิชข้าวหอมมะลิ
-บทบาทสำคัญขององค์ประกอบในผลิตภัณฑ์มีดังนี้ คือ ข้าวหอมมะลิเป็นคาร์โบไฮเดรตแทนขนมปัง โดยมีไข่ทำหน้าที่เชื่อมประสานเมล็ดข้าวให้ขึ้นรูปได้อยู่ตัว มีเครื่องปรุงรสเป็นตัวทำให้เกิดรสชาติที่ดี ส่วนไขมันใช้ในการเพิ่มความหอมนุ่มของผลิตภัณฑ์และไม่ทำให้ติดภาชนะขณะทำ แซนด์วิชข้าวหอมมะลิ ส่วนผสมอื่นๆนั้นสามารถเติมได้ตามความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน

1 แซนด์วิชข้าวหอมมะลิสูตรน้ำพริกเผาต้มยำ
อุปกรณ์

-เตาสำหรับทำแซนด์วิช 1 เครื่อง
-ภาชนะสำหรับผสมข้าวตามความเหมาะสม
-ทัพพี หรือ ไม้พาย
ส่วนผสม
-ข้าวหอมมะลิ จำนวน 1 ถ้วยตวง(ถ้วยขนาดถ้วยน้ำพริก)
-ไข่ไก่ จำนวน 2 ฟอง
-น้ำพริกเผา จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ
-กุนเชียงซอยแบบลูกเต๋า จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ
-แครอทซอยแบบลูกเต๋า,ถั่วฝักยาวซอย,ข้าวโพดสุกแกะเมล็ด อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ(หรือเป็นธัญพืชอื่นๆตามต้องการ)
-เนยจืด จำนวน ครึ่ง ช้อนโต๊ะ
-เกล็ดขนมปัง จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ
-ซีอิ้วขาว,น้ำมันพืช,ซอสหอยนางรม อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ
-เกลือ,นำตาล,รสดี พอประมาณตามชอบ

2.แซนด์วิชข้าวหอมมะลิสูตรทูน่าสเปรดสาหร่าย
อุปกรณ์
-เตาสำหรับทำแซนด์วิช 1 เครื่อง
-ภาชนะสำหรับผสมข้าวตามความเหมาะสม
-ทัพพี หรือ ไม้พาย
ส่วนผสม
-ข้าวหอมมะลิ จำนวน 1 ถ้วยตวง(ถ้วยขนาดถ้วยน้ำพริก)
-ไข่ไก่ จำนวน 2 ฟอง
-ทูน่าสเปรด จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ
-สาหร่ายแบบซองฉีกละเอียด จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ
-แครอทซอยแบบลูกเต๋า,ถั่วฝักยาวซอย,ข้าวโพดสุกแกะเมล็ด อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ(หรือเป็นธัญพืชอื่นๆตามต้องการ)
-เนยจืด จำนวน ครึ่ง ช้อนโต๊ะ
-เกล็ดขนมปัง จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ
-ซีอิ้วขาว,น้ำมันพืช,ซอสหอยนางรม อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ
-เกลือ,นำตาล,รสดี พอประมาณตามชอบ

วิธีการทำ
1.เตรียมเตาสำหรับทำแซนด์วิชให้ร้อน ใช้กระดาษทิชชู่ชุบน้ำมันทาหน้าเตาให้ทั่ว พยายามอย่าให้มันจนเกินไป เพราะจะทำให้แซนด์วิชออกมามันเยิ้มเกินไปไม่น่ารับประทาน
2.ตอกไข่ใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ตีให้ไข่แตกเข้ากัน
3.ใส่ข้าวหอมมะลิและส่วนผสมทั้งหมดตามสูตร ตามลงไป คนให้เข้ากันให้ทั่ว หากรู้สึกว่าส่วนผสมมีความเหลวจนเกินไปก็สามารถเติมข้าวหอมมะลิลงไปได้ และพยายามให้ส่วนผสมที่ออกมานั้นไม่ข้นและไม่เหลวจนเกินไป
4.เมื่อผสมส่วนผสมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ตักใส่เตาทำแซนด์วิชที่เตรียมไว้ทั้งหมด ซึ่งการผสม 1 ครั้ง จะใช้ทำ 1 หรือ 2 ครั้งก็ได้ตามขนาดของเตาแซนด์วิช เขี่ยข้าวให้พอดีและแน่นเหมาะสมกับหน้าเตา ปิดฝาแล้วทำการปิ้งต่อไปนานประมาณ 6 นาที
5.ครบ 6 นาที แล้ว ใช้ไม้พายหรือทัพพีตักขนมแซนด์วิชข้าวหอมมะลิออกมาใส่จาน พร้อมรับประทานในขณะที่ยังอุ่นอยู่จะได้รสชาติที่อร่อย นุ่มลิ้น และมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่
***ส่วนสูตรอื่นๆสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความชอบและความเหมาะสม***

ติดต่อเจ้าของแนวคิดนี้ได้โดยตรงที่ อาจารย์ธัญลักษณ์ สิริเมฆ 081-263-5529 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี
วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วิธีเพิ่มมูลค่าให้แก่น้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง(1)วิธีเพิ่มมูลค่าให้แก่น้ำผึ้งที่เลี้ยงไว้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
น้ำผึ้ง(2)ใช้น้ำผึ้งทำแชมพูน้ำผึ้ง สนใจข้อมูลโทร * 1677 กด2


เทคนิคและวิธีการทำแชมพูสมุนไพรน้ำผึ้ง เป็นสูตรและวิธีการที่ คุณ สมชาย มั่นดี เกษตรกรผู้เลี้ยงและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้ง ได้ทำการ คิดค้นและทดลองจนประสบความสำเร็จ หลังจากที่ได้ทดลองทำหลาย ๆ ครั้ง จน แน่ใจว่าเป็นสูตรที่ดีและมีประสิทธิภาพ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้ว คุณสม ชาย จึงได้นำสูตรและวิธีการทำ มาเผยแพร่ให้กับกลุ่มแม่บ้านของหมู่บ้าน เกษตรกรก้าวหน้า ม.14 ต.ซับสนุ่น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ได้ทำการแปร รูปผลิตภัณฑ์ จากผึ้ง ที่มีการเลี้ยงกันเอง ของคนในชุมชน เพื่อเพิ่มราย ได้ให้กับเกษตรกร และชาวบ้าน ซึ่งเรียกว่าสามารถสร้างรายได้ให้กับ เกษตรกรและคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

ส่วนผสมแชมพูสมุนไพรน้ำผึ้ง

1. หัวเชื้อแชมพู 1 กก. (สามารถหาซื้อได้ตามร้านเคมีภัณฑ์ทั่วไป)
2. ลาโนลีน 25 กก. (สามารถหาซื้อได้ตามร้านเคมีภัณฑ์ทั่วไป)
3. ผงฟอง 100 กก. (สามารถหาซื้อได้ตามร้านเคมีภัณฑ์ทั่วไป)
4. น้ำผึ้ง 80 กก.
5. ผงข้น 200-300 กรัม (สามารถหาซื้อได้ตามร้านเคมีภัณฑ์ทั่วไป)
6. วิตามินบี 5 100 กรัม
7. น้ำสมุนไพร 3 กก. (สามารถเลือกได้ตามสีและสรรพคุณที่ต้องการ)

ขั้นตอน
1. เตรียมน้ำสมุนไพรที่กรองเอาแต่น้ำและยังร้อนอยู่
2. ใส่ลาโนลีน คนให้ละลายตามด้วยหัวเชื้อแชมพู ผงฟอง น้ำผึ้ง คนให้เป็นเนื้อเดียวกนทิ้งให้เย็น
3. ค่อย ๆ เติมผงข้น คนเรื่อย ๆ จนเหนียวตามต้องการ จากนั้นเติมวิตามินคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน จนกว่าจะเย็น แล้วจึงบรรจุขวด และสามารถนำไปใช้ได้ตามปกติ
วิธีการทำน้ำสมุนไพร
1. สมุนไพรตามที่ต้องการ (ดอกอันชัน , ขมิ้น , มะกรูด , มะขามเปียก เป็นต้น)
วิธีการทำ
นำสมุนไพรที่ต้องการ เช่น ดอกอัญชันตากแห้ง จำนวน ½ กิโลกรัม ต่อน้ำ 3 กิโลกรัม ต้มให้สีของดอกอัญชันออก หรือประมาณ 15-20 นาที แล้วจึงกรองเอาแต่น้ำด้วยผ้าสะอาดสามารถนำไปใช้ได้เลย

หมายเหตุ : ถ้าเป็นมะกรูด, มะขามเปียกหรือขมิ้น ไม่ต้องตากแห้งก็ได้ เพราะ เวลาต้มแล้วไม่เละเหมือนดอกอัญชัน

โดย : คุณสมชาย มั่นดี เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง จังหวัดสระบุรี
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วิธีการเพิ่มมูลค่าสินค้าการทำสบู่เหลวผสมน้ำผึ้ง

ผึ้ง(1)วิธีการเพิ่มมูลค่าสินค้าการทำสบู่เหลวผสมน้ำผึ้งไว้ใช้ในครัวเรือน
ผึ้ง(2)สนใจข้อมูลและวิธีการทำ โทร * 1677 กด 2

เทคนิคและวิธีการทำสบู่เหลวน้ำผึ้ง เป็นสูตรและวิธีการที่ คุณ สมชาย มั่นดี เกษตรกรผู้เลี้ยงและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้ง ได้ทำการ คิดค้นและทดลองจนประสบความสำเร็จ หลังจากที่ได้ทดลองทำหลาย ๆ ครั้ง จน แน่ใจว่าเป็นสูตรที่ดีและมีประสิทธิภาพ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้ว คุณสม ชาย จึงได้นำสูตรและวิธีการทำ มาเผยแพร่ให้กับกลุ่มแม่บ้านของหมู่บ้าน เกษตรกรก้าวหน้า ม.14 ต.ซับสนุ่น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ได้ทำการแปร รูปผลิตภัณฑ์ จากผึ้ง ที่มีการเลี้ยงกันเอง ของคนในชุมชน เพื่อเพิ่มราย ได้ให้กับเกษตรกร และชาวบ้าน ซึ่งเรียกว่าสามารถสร้างรายได้ให้กับ เกษตรกรและคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี




เทคนิคและวิธีการทำสบู่เหลวน้ำผึ้ง
ส่วนผสม

1. หัวเชื้อสบู่เหลว 1 กิโลกรัม (หาซื้อได้ตามร้านขายเคมีภัณฑ์ทั่วไป)
2. มะขาม 100 กรัม
3. น้ำผึ้ง 100 กรัม
4. ผงข้น 150 กรัม (หาซื้อได้ตามร้านขายเคมีภัณฑ์ทั่วไป)
5. ขมิ้นสด 10-20 กรัม
6. น้ำเปล่า 12 กิโลกรัม
ขั้นตอนการทำ
1. นำน้ำเปล่า มะขาม ขมิ้น ตั้งไฟ ต้มให้เดือดประมาณ 1 นาที
2. หลังจากนั้นยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง ทิ้งไว้ให้อุ่น
3. ทำการใส่หัวเชื้อสบู่ น้ำผึ้ง คนให้ละลาย แล้วรอให้ส่วนผสมเย็นจึงใส่ผงข้นลงไปทีละน้อยค่อย ๆ คนจนได้ความหนืดตามความต้องการ(หากเกิดฟองมากให้ตั้งทิ้งไว้ฟองจะยุบเอง)
4. วัดความเป็นกรด-ด่าง ของสบู่เหลว โดยการนำสบู่ มาทำการละลายในน้ำ แล้วใช้กระดาษลิสมัส หรือ กระดาษวัดกรดด่าง ซึ่งมีจำหน่ายตามร้านเคมีภัณฑ์ทั่วไป ลักษณะของกระดาษลิสมัส ใน 1 เส้น จะมี 2 สี คือสีแดง และสีน้ำเงิน และถ้านำไปวัดค่า ph ของสบู่ให้ใช้ด้านสีน้ำเงินในการวัด โดยสังเกตว่า กระดาษจะกลายเป็นสีเขียวอ่อนๆหรือเขียวอมเหลือง แสดงว่า จะได้ค่า ph ตามต้องการ ซึ่งในการทำสบู่เหลวนั้น ค่า ph ควรอยู่ระหว่าง 5.5 – 6.0 เท่านั้น (ให้อ่อนกว่า ph ของผิว) หาก ph เป็นด่าง หรือสูงกว่าที่ต้องการให้เติมกรด โดยใช้ มะนาว ลงไปทีละน้อยคนให้เป็นเนื้อเดียวกันจนกระทั่งได้ ph ที่ต้องการแล้วบรรจุขวด

** แค่วิธีการง่าย ๆ ดังกล่าวก็จะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์สบู่เหลวน้ำผึ้งที่จะช่วยให้ผิวมีสุขภาพที่ดี เนียนนุ่มและมีความชุ่มชื้นที่สำคัญสามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว

โดย : คุณสมชาย มั่นดี เกษตรกรผู้เลี้ยงและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้ง
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

น้ำหมักผลไม้บำรุงร่างกาย

น้ำหมัก(1)บำรุงร่างกายสับฟักทองกล้วยมะละกอกระชายทั้งเปลือกอย่างละ1กก.
น้ำหมัก(2)น้ำผึ้ง1ขวดน้ำตาลทรายแดง1กก. หมัก1-3เดือนทาน3ช้อนแกงก่อนอาหาร


ผล ไม้สุกทุกชนิดนับว่ามีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะนำมาทานสดๆ หรือผ่านกระบวนการ หมักที่มีส่วนผสมของสมุนไพรลงไปเพื่อให้ได้น้ำหมักที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น และ วันนี้ขอแนะนำวิธีการผลิตน้ำหมักผลไม้เพื่อสุภาพที่ผู้ใหญ่สิงห์แก้ว นาง แล ผู้ใหญ่บ้านบ้านป่าอ้อ ม.6 ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย ได้เผยสูตรน้ำ หมักผลไม้ไทย สูตรไวอากร้า แก่ทีมงานเจ้า หน้าที่ FARMER INFO จ.เชียงราย ที่ช่วยให้บำรุงกำลัง ร่างกายแข็งแรง โดย ที่ผู้ใหญ่สิงห์แก้ว กล่าวว่าปัจจุบันตนได้ทำนาข้าวประมาณ 60 ไร่ โดยที่ทำ เอง 2 คนกับภรรยา ไม่ได้จ้างใคร พร้อมกับได้ดื่มน้ำหมักผลไม้สูตรดังกล่าว ทุกๆเช้าก่อนไปทำงาน ปรากฏว่าร่างกายกระปรี้กระเปร่า ไม่รู้สึกเหนื่อย เหมือนเมื่อก่อน จึงได้ตั้งชื่อว่า “น้ำหมักผลไม้ไทย สูตรไวอากร้า” ที่มี วัตถุดิบและวิธีการทำง่ายๆดังต่อไปนี้


น้ำหมักผลไม้ไทย สูตรไวอากร้า

1.ฟักทองสุกทั้งเปลือกเอาเมล็ดออก 1 กก.
2.กล้วยสุกทั้งเปลือก 1 กก.
3.มะละกอสุกทั้งเปลือกเอาเมล็ดออก 1 กก.
4.กระชาย 1 กก.
5.น้ำผึ้ง 1 ขวด
6.น้ำตาลทรายแดง 1 กก.
7.น้ำใส่เปล่าพอท่วม

วิธีทำ/การนำไปใช้
-นำผลไม้ทุกชนิดมาล้างน้ำให้สะอาด สับเป็นชิ้นๆแล้วจึงนำมาหมักรวมกันในถังหรือขวดโหล ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ประมาณ 1-3 เดือน
-เมื่อน้ำหมักได้ที่แล้ว ให้กรองเอาน้ำมาดื่มก่อนอาหาร 1 แก้วเล็ก(ประมาณ3ช้อนแกง) วันละ 1-2 ครั้ง
**หมายเหตุ.. (ถ้าเปรี้ยวให้เติมน้ำตาลทรายแดงเรื่อยๆ แล้วแต่ชอบ)

ประโยชน์
-ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงธาตุต่างๆในร่างกาย
-ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ
-ร่างกายแข็งแรง ไม่เหนื่อยง่าย แรงดี ไม่มีตกเหมาะสำหรับผู้ใช้แรงงาน
**คำเตือน**/เด็กอายุกว่า 1 ปี และสตรีมีครรภ์ไม่ควรดื่ม!

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :ผู้ใหญ่สิงห์แก้ว นางแล ผู้ใหญ่บ้านบ้านป่าอ้อ ม.6 ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย โทร.084-6124427

ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงราย


วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

วีธีการทำปลาทอดมันปลาให้อร่อย

ปลา(1)วีธีการทำปลาทอดมันปลาให้อร่อยและได้คุณภาพเอาแต่เนื้อปลาและปลาต้องสด
ปลา(2)วิธีการทำปลาทอดมันให้อร่อยสนใจโทร * 1677 กด2



การทำทอดมันปลาที่เน้นเรื่องรสชาติ ความสด และความสะอาด เป็นเหตุผลที่ ทำให้มีลูกค้ามาอุดหนุนและสามารถสร้างรายได้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเจ๊แจ๋ว ผู้ ที่มีความเชี่ยวชาญและพร้อมถ่ายทอดสูตรการทำทอดมันปลาที่น่ารับประทาน โดยมี วิธีการทำ ดังนี้




ส่วนผสม :
1.พริกแกงกะทิ 2 กก.
2.ปลาน้ำดอกไม้หรือปลาสาก(เอาเฉพาะเนื้อ) 10 กก.
3.น้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ
4.ผงชูรส 1 ช้อนโต๊ะ
5.ถั่วฝักยาว 2 กก.

วิธีการทำ :
•นำเนื้อปลามาล้างทำความสะอาด**เนื้อปลาที่นำมาทำทอดมันต้องเลือกปลาที่สดใหม่เท่านั้น**
•บดเนื้อปลาให้ละเอียดแล้วนวดให้เหนียว (ในขั้นตอนนี้อาจใช้เครื่องปั่นเพื่อความสะดวกก็ได้)
•นำถั่วฝักยาวมาแช่ล้างน้ำจากนั้นนำขึ้นมาผึ่งให้สะเด็ดน้ำก่อนนำมาซอยละเอียด
•นำวัตถุดิบทั้งหมดมาผสมรวมกันแล้วนวดให้เข้ากัน กับเนื้อปลาที่เตรียมไว้จนเหนียว
•ตักใส่ถุงแล้วนำไปแช่ไว้ในน้ำแข็ง จะสามารถเก็บไว้ได้นาน3วัน
•นำไปทอดในนำมันปาล์ม ทอดด้วยไฟปานกลาง

เทคนิค :
•การทำทอดมันให้อร่อยต้องใช้เนื้อปลาน้ำดอกไม้หรือปลาสากเท่านั้นเพราะจะได้ทอดมันที่เหนียวไม่มีกลิ่นคาวปลา มีรสชาดดี
•การเก็บทอดมันดิบไว้ให้ได้นาน ให้นำทอดมันที่บรรจุถุงแล้วแช่ในน้ำแข็งจะดีกว่าการนำไปแช่ในตู้เย็น เพราะจะทำให้เนื้อปลาไม่เหนียว

ที่มา : คุณมณีรัตน์ ตวงอิทธิกุล (เจ๊แจ๋ว) 18/2 ถนนราชวิถีใน ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร โทร.089-646-2232
ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชุมพร
วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

การทำน้ำหมักจากเศษอาหาร

ข้าว(1)การทำน้ำหมักจากเศษอาหารเพื่อใช้ในนาข้าว ใช้เศษอาหาร 10 ส่วน
ข้าว(2)กากน้ำตาล1ส่วน สารเร่ง พด2 . 1ซอง เคล้าให้เข้ากันหมักนาน 1 เดือน



นายสุธรรม คงสุข เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพแบบผสมผสาน บนพื้นที่ ประมาณ 20 ไร่ อยู่ที่บ้านห้วยขัน หมู่ 2 ต. วังอ่าง อ. ชะอวด จ. นครศรี ธรรมราช เดิมทีแล้วคุณลุงสุธรรม ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราเพียงอย่าง เดียว แต่ไม่พอกับค้าใช้จ่ายในแต่ละวัน ภายหลังเมื่อมีการทำเกษตรแบบ เศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาในชุมชนทำให้คุณลุงสุธรรม ได้เปลี่ยนแนวคิดมาทำการ เกษตรแบบพอเพียงเมื่อปี 2537 เป็นต้นเพื่อที่จะลดต้นทุนในการผลิต ลดการใช้ สารเคมี ปัจจุบันนี้ได้ปลูกผักสวนครัวกินเอง เลี้ยงวัว เลี้ยงปลา ปลูก ข้าว อีกทั้งยังทำให้คุณลุงมีรายได้จากการทำเกษตรแบบพอ เพียง ประมาณ 250,000 ต่อปี แต่การทำเกษตรที่เป็นลักษณะเด่นของคุณลุงสุ ธรรม คือการปลูกข้าวพันธุ์หอมราชินี โดยใช้น้ำหมักชีวภาพที่หมักจากเศษอาหาร เหลือใช้ มีเทคนิคและกระบวนการปฏิบัติดังนี้



เทคนิคและวิธีการปลูกข้าวพันธุ์หอมราชินี โดยใช้น้ำหมักชีวภาพที่หมักจากเศษอาหารเหลือใช้
วัสดุ อุปกรณ์
1. เศษอาหารเหลือใช้ 10 ส่วน
2. กากน้ำตาล 1 ส่วน
3. สารเร่ง พด.2 1 ซอง
วิธีการทำ
- นำเศษอาหารเหลือใช้ในแต่ละวันที่เตรียมเอาไว้ 10 ส่วน มาผสมกับกากน้ำตาลและสารเร่ง พด.2 คลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งเอาไว้ในถังหมักเป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ก็กรองเอาเฉพาะน้ำใส่ในนาข้าวพันธุ์หอมราชินีได้เลย
การนำไปใช้
- นำน้ำหมักชีวภาพที่หมักครบตามกำหนดโดยกรองเอาเฉพาะน้ำหมัก 1 ลิตร นำไปราดให้ทั่วในนาข้าวต่อพื้นที่ 30 ตารางเมตร โดยทำการให้ทุกๆ 15 วัน จะทำให้ข้าวพันธุ์หอมราชินี มีภูมิต้านทานโรคได้ดี โตเร็วขึ้นกว่าเดิม เมล็ดใหญ่ขึ้น ให้ผลผลิต 0.5 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ต้นไม่ล้มได้ง่าย ไม่มีหอยเชอร์รี่เข้าทำลาย มีกลิ่นหอมมากกว่าเดิม
ลักษณะเด่นของข้าวพันธุ์หอมราชินี
1. ต้นเล็ก สูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร
2. ให้ผลผลิตสูง ประมาณ 0.5-1.0 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร
3. เมื่อนำไปหุงแล้วจะมีกลิ่นหอม
4. อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 3 เดือน
5. สามารถต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืชได้ดี



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ. นครศรีธรราราช

วิธีการทำน้ำหมักจากหอยเชอรี

ข้าว(1)วิธีการทำน้ำหมักจากหอยเชอรีเพื่อใช้บำรุงและเป็นปุ๋ยในนาข้าว
ข้าว(2)ใช้หอยเชอรีมะกรูดและส่วนผสมอื่นๆสนใจข้อมูลโทร *1677กด2



คุณ.หรอผาน ยุทธิอาด มีอาชีพปลูกข้าว อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลข ที่ 36/1 ม.5 ต.ปากนคร จ.นครศรีธรรมราช คุณลุง เป็นประธานศูนย์ข้าวปาก นคร โดยอาชีพหลักของคุณลุงก็ทำนาเป็นหลักซึ่งมีพื้นที่ในการทำนาทั้ง หมด ประมาณ 50 ไร่ เป็นนาของตนเอง10 กว่าไร่ อีก 40 ไร่ก็เช่าที่ของญาติๆทำ นา โดยพื้นที่ทั้งหมดจะปลูกข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 เพียงพันธุ์เดียวเท่านั้น เพราะพันธุ์นี้ปลูกง่าย ลักษณะของพันธุ์ข้าว มีเมล็ดที่ยาวใหญ่และ ยัง สามารถนำไปแปรรูปเป็นขนมจีนหรือทำขนมได้ ด้วย



การปลูกข้าวพันธุ์ ชัยนาท 1ให้ต้นแข็งแรงด้วยน้ำหมักประหยัดต้นทุนน้ำหมักชีวภาพที่ทำจากหอยเชอรี่ สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยในนาข้าวของคุณลุงได้ค่ะ
วิธีการวัสดุที่ใช้
1. หอยเชอร์รี่ 10 กก. (โขกละเอียด)
2. น้ำสะอาด 4 ลิตร
3. หัวน้ำส้ม 1 ขวดใหญ่
4. เหล้าขาว 1 ขวด
5. มะกรูด(ทั้งลูก) 40 ลูก
6. EM. 1 ลิตร
7.กากน้ำตาล 1 ลิตร
วิธีทำ
- ผสมทุกอย่างในภาชนะที่พอเหมาะปิดฝาให้สนิทอย่าให้อากาศเข้า หมักไว้ 7 วันขึ้นไป
- กรองเอาแต่น้ำใส่ภาชนะควรใช้ให้หมดภายใน 3 เดือน
วิธีใช้
- 1 ผสมน้ำ 1 : 100 หยอดตามริมคันนา หรือฉีดพ่นทั่วให้ทั่วแปลงนาในช่วงเย็นทุกๆวัน



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครศรีธรรมราช
วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

เทคนิคการทำน้ำให้ใสด้วยเมล็ดมะรุม

มะรุม(1)ใช้แทนสารส้มช่วยให้น้ำใสโดยนำเมล็ดที่สด แก่ หรือแห้ง บดละเอียด
มะรุม(2)ใส่ถุงผ้ามัดนำไปแกว่งในน้ำจะได้น้ำใสใช้งานได้แต่ควรต้มก่อนดื่ม


คุณ บุญช่วย วงษ์ษา เกษตรกรปราชญ์ชาวบ้าน จังหวัดสระบุรี ได้มีการทดลองทำการ เกษตรในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยายพันธุ์พืช และการดูแลพืชในสวนกลางนา ของตนเอง และมีการทดลองการใช้ชีวิตแบบธรรมชาติโดยไม่พึงสารเคมี โดยได้ทำ การทดลองนำเอาเมล็ดมะรุมมาใช้แทนสารส้มและได้ผลดี คือการทำให้น้ำใสโดย เมล็ดมะรุมนั้นเอง



วิธีการนำเมล็ดมะรุมแทนสารส้มทำให้น้ำใส
โดยการใช้เมล็ดมะรุมสด แก่ แห้ง ตามความเหมาะสมหรือตามที่ต้องการ แล้วนำมาบดให้ละเอียด หลังจากนั้นนำเมล็ดมะรุมที่บดละเอียดแล้ว บรรจุใส่ถุงผ้ามัดปากแล้วนำไปแกว่งในน้ำเหมือนแกว่งสารส้ม สารออกฤทธิ์ในเมล็ดมะรุมจะช่วยให้ตะกอนธรรมชาติที่ปนมากับน้ำจมลงก้นภาชนะจน น้ำนั้นกลายเป็นน้ำใสได้ไม่ต่างจากการแกว่งด้วยสารส้ม ใช้ได้ดีมากในน้ำขุ่นปานกลางถึงขุ่นมากแต่น้ำขุ่นน้อยๆมักไม่ค่อยได้ผล สารออกฤทธิ์ในเมล็ดมะรุมไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์และสภาพแวดล้อม น้ำใสทีได้นำไปใช้งานทั่วไปได้ทันที แต่หากจะใช้บริโภคก็ควรนำไปต้มฆ่าเชื้อโรคก่อน เมล็ดมะรุมที่ผ่านการใช้งานแต่ละครั้งแล้วเก็บไว้ใช้ได้ใหม่อีกหลายๆครั้ง ด้วยการตากแห้งทั้งถุงหลังใช้งานทุกครั้ง

ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สูตรน้ำพริกเผารำข้าวสกัด

ข้าว1)น้ำพริกเผารำข้าวสกัดอีกหนึ่งเมนูคู่ครัวคุณอุดมด้วยคุณค่าทางอาหาร
ข้าว2)ลดคอเลสเตอรอล/ต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มเติมข้อมูลwww.rakbankerd.com



เมื่อ วันที่ 16 มิถุนายน 2552 คุณอัศวิน สีแดง ผู้ใช้บริการ *1677 ได้แจ้งว่าตน เองสีข้าวเองและมีรำข้าวอยู่อยากทราบว่าจะนำมาประกอบอาหารได้หรือไม่ เพราะ เคยได้ยินว่ามีการทำน้ำพริกเผารำข้าวสกัด โดยทีมงานจึงค้นคว้าข้อมูลจนได้ สูตรน้ำพริกเผารำข้าวดังนี้



รสชาติไทย ๆ คงไว้ด้วยคุณค่าทางโภชนาการ



ข้าว ถือว่าเป็นอาหารหลักของคนไทย เพราะว่าเมืองไทยเป็นเมืองอู่ข้าวที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ประโยชน์ของข้าวมีมากมาย แต่ส่วนมากคนจะรู้จักข้าวตอนที่แปรรูปเป็นอาหารให้เรารับประทานแล้ว ส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากผลผลิตจากข้าวมีไม่มาก จะทำมาจากข้าวที่ได้รับการสี โดยทุกส่วนของต้นข้าวสามารถนำมาแปรรูปได้ เช่น รวงข้าว รำข้าว



ด้วยเหตุนี้สามสาวจากรั้ว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)ธัญบุรี ประกอบด้วย (น้ำแข็ง) น.ส.กีรติ จารุธรรมากร น.ส.ศิรินทรา มาลีบุตร (ออม) และ (แตงโม) น.ส.อรพรรณ โกมลมาลย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ได้คิดเมนู “น้ำพริกเผารำข้าวสกัด” ที่มีคุณค่าทางอาหารชวนให้ลอง โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์สิวลี ไทยถาวร และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อุจิตชญา จิตรวิมล อาจารย์ที่คอยให้การดูแลคำปรึกษาเมนูจานนี้



สามสาวผู้คิดเมนู เล่าว่า “น้ำพริกเผารำข้าวสกัด” เป็นเมนูสำหรับผู้ชอบรับประทานน้ำพริกเผาและรักสุขภาพควบคู่กันไป เพราะว่าในน้ำพริกจะมีส่วนผสมของรำข้าวสกัด รำข้าว คือ เยื่อสีน้ำตาลอ่อนที่ห่อหุ้มเมล็ดข้าวซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง รำข้าวที่นำมาเป็นส่วนผสมในครั้งนี้ คือ

รำข้าวสกัดน้ำมัน ซึ่งเป็นรำข้าวที่ผ่านกรรมวิธีการสกัดน้ำมันออกไป รำข้าวสกัดน้ำมันประกอบด้วยโปรตีน วิตามินและเส้นใยอาหาร ซึ่งรำข้าวสกัดจะมานำมาใส่เพื่อลดปริมาณของเนื้อกุ้งแห้ง ทำให้ต้นทุนในการผลิตลดลง



ทางด้านน้ำมันที่ใช้ในการผัด ก็จะใช้น้ำมันรำข้าว ซึ่งในน้ำมันรำข้าว จะมีสารโอรีซานอล (Oryzanol) เป็นสารธรรมชาติที่สามารถต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่าและมีประสิทธิภาพเหนือ กว่าวิตามิน E ทุกชนิดที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งและหลอดเลือดหัวใจตีบตัน สารโอรีซานอลสามารถขจัดคอเลศเตอรอลที่ไม่ดี (LDL)ออกไปจากเซลล์และเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย ที่มีผลทำให้น้ำหนักของร่างกายลดลง




ส่วนผสมของน้ำพริกเผารำข้าวสกัด ประกอบด้วย รำข้าวสกัด 3 ช้อนโต๊ะ พริกชี้ฟ้าแห้ง 2 ถ้วย หอมแดง 1 ½ ถ้วย กระเทียม 1 ¼ ถ้วย กุ้งแห้งป่น 1 ถ้วย กะปิ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 2 ถ้วย น้ำมะขามเปียก ¾ ถ้วย น้ำปลา 1 ถ้วย น้ำมันรำข้าว 1 ¼ ถ้วย

สำหรับขั้นตอนกรรมวิธีในการทำ น้ำพริกเผารำข้าวสกัด เริ่มจาก

1. ผ่าพริกแห้งเอาเม็ดออก ล้างน้ำ ผึ่งแดดให้แห้ง

2. ปอกเปลือกหอมแดง กระเทียม ล้าง ซอยเป็นแว่น นำไปทอดให้เหลืองกรอบ โขลกให้ละเอียด

3. ทอดพริกให้เหลืองกรอบ นำไปโขลกละเอียด

4. นำกะปิไปเผาให้หอม (นำไปจี่ด้วยในตองบนกระทะ)

5. เคี่ยวน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำมะขามเปียก พอเหนียว ใส่กุ้งแห้งป่น พริก กระเทียม หอมแดงที่ได้โขลกไว้และกะปิ คนให้เข้ากันจนเดือด

6. เติมน้ำมันที่เหลือจากการเจียวหอมกระเทียม คนให้เข้ากัน ใส่รำข้าวสกัด

7. ยกลง พักให้เย็น บรรจุใส่ขวด ปิดฝา ถ้าตามสูตรที่ให้ไป จะได้น้ำพริกเผา 10 กระปุก


โดยคุณค่าทางโภชนาการของน้ำพริกเผารำข้าวสกัด 1 กระปุก (120 กรัม) ได้แก่ พลังงาน 535.66 กิโลแคลอรี่ คาร์โบไฮเดรต 68 กรัม โปรตีน 8.77 กรัม ไขมัน 25.45 กรัม แคลเซียม 273-43 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 157.49 มิลลิกรัม วิตามิน A 135.12 ไมโครกรัม วิตามิน B1 0.14 มิลลิกรัม วิตามิน B รวม 0.16 มิลลิกรัม และเส้นใยอาหาร


ผู้ที่สนใจ “น้ำพริกเผารำข้าวสกัด” เป็นของขวัญปีใหม่สามารถสั่งซื้อและสอบถามรายละเอียดเกี่ยวส่วนผสมและวิธี การทำได้ (แตงโม) 083-434-2616 หรือ (น้ำแข็ง) 087-322-1082 นะจ๊ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก:http://blog.eduzones.com/futurecareer/14698


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันจ.พิษณุโลก
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การทำเครื่องดื่มข้าวกล้องงอกเสริมโปรตีน

ข้าวกล้องงอกมีประโยชน์มากมาย เป็นช่วยให้สมองผ่อน คลาย ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ บำรุงระบบประสาท หรือลดความดันโลหิตแล้ว การรับ ประทานข้าวกล้องงอกยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ช่วยระบบ ย่อยอาหาร ช่วยให้สมองผ่อนคลาย นอนหลับสบาย และช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้ ด้วย แถมยังช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ ไม่ให้แก่ก่อนวัยได้อีก ซึ่ง ข้าวกล้องงอกนอกจากจะนำมาหุงรับประทานแล้ว ยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นผง เพื่อ ชงดื่มได้สะดวกขึ้น และ สามารถเพิ่มโปรตีนจากถั่วเหลืองเข้าไปให้ผู้บริโภค ได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้น จึงขอแนะนำ การทำ เครื่องดื่มข้าวกล้องงอกเสริม โปรตีนจากถั่วเหลืองและงาหม่อน จาก คุณแม่ผล วงค์ศรีดา เกษตรกรบ้านสัน สะอาด ต.ไม้ยา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย


ส่วนประกอบ
1.ข้าวกล้องงอกบดละเอียด จำนวน 9 ส่วน
2.ถั่วเหลืองบดละเอียด จำนวน 5 ส่วน
3.งาหม่อน หรือ งาดำบดละเอียด จำนวน 5 ส่วน

วิธีทำ และ วิธีรับประทาน
นำ ข้าวกล้องงอกบดละเอียด ถั่วเหลืองบดละเอียด และ งาหม่อน หรือ งาดำบดละเอียด มาผสมให้เข้ากัน จากนั้นเก็บไว้ในภาชนะบรรจุที่ปิดมิดชิด สามารถชงดื่มกับน้ำร้อนได้ตามสะดวก โดยใช้ข้าวกล้องงอกผง จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำร้อน จำนวน 1 แก้ว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ที่มาภูมิปัญญา : คุณแม่ผล วงค์ศรีดา เกษตรกรบ้านสันสะอาด ต.ไม้ยา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย โทร.087-1735245


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันจ.เชียงราย
วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เครื่องดื่มน้ำดอกไม้

ชาวอัมพวาล่องเรือตกปลายามเช้า

ชุมชนริมคลองชาวอัมพวา



พูดถึง "อัมพวา" ชุมชนริมคลองแห่งเมืองสมุทรสงคราม หลายคนคงนึกถึงภาพล่องเรือชม "หิ่งห้อย" ยามค่ำ เรียกได้ว่าเจ้าแมลงตัวน้อยที่คุยกันผ่าน "สัญญาณแสง" คือแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยือน แต่ "ตลาดน้ำอัมพวา" ก็เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ชักชวนให้คนต่างถิ่นแวะไปเยี่ยมชมวิถีชีวิตที่ แตกต่าง

"น้ำพันช์ดอกดาหลา" เครื่องดื่มจากดอกไม้ไร้ราคาที่พบเห็นดาษดื่นได้ตามท้องร่องของสวนผลไม้ และเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เครื่องดื่มดังกล่าวปรุงสูตรโดย นางสำเนียง ดีสวาสดิ์อดีตแม่บ้านที่มีช่วยสร้างสีสันให้ตลาดน้ำอัมพวาด้วยการขายเครื่อง ดื่มจากลูกสำรอง ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหนึ่ง จนกระทั่งเทศบาลตำบลอัมพวาได้ติดต่อให้เธอช่วยนำงานวิจัยของมหาวิทยาลัยราช ภัฎบ้านสมเด็จไปต่อยอด
นางสำเนียง ดีสวาสดิ์อดีตแม่บ้านที่มีช่วยสร้างสีสันให้ตลาดน้ำอัมพวาด้วยการขายเครื่อง ดื่มจากดอกดาหลา

ผลการวิจัยคุณประโยชน์ของดอกไม้ 5 ชนิด โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ ได้แก่ ดอกกุหลาบ ดอกบัวหลวง ดอกเข็ม ดอกดาหลาและดอกอัญชัญ พบว่าดอกไม้เหล่านี้มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวถึง 5 เท่า โดยดอกเข็มแดงมีสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุดถึง 99.5 % ส่วนกุหลาบ อัญชัญ และดอกบัวหลวงมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า 90% ขณะที่ดอกดาหลามีสารต้านอนุมูลอิสระ 76%

การแปรรูปดอกไม้ชนิดอื่นๆ ดูจะไม่เป็นปัญหามากนัก แต่สำหรับดอกดาหลา ไม้ตระกูลขิงที่มี "เผ็ด เปรี้ยว ฉุน" นั้นเป็นความท้าทายของเธออย่างยิ่งที่จะต้องปรุงเครื่องดื่มโดยดึงรสชาติและ กลิ่นเฉพาะตัวนี้ออกมา หลังจากลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ได้เครื่องดื่มที่ขายดีที่สุดในบรรดาเครื่องดื่มจากดอกไม้ทั้งห้า ชนิดของเธอ

"ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ บางครั้งเททิ้งเป็นหม้อๆ ก็มี " สำเนียงเล่าถึงความพยายามในการปรับปรุงเครื่องดื่มจากดอกไม้ ให้กับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ฟังภายในร้านค้าริมคลองในอัมพวา เธอเผยด้วยว่าครั้งแรกที่ผลิตออก 100 ขวดก็ขายหมดทันที ปัจจุบันยิ่งเป็นที่รู้จักผ่านสื่อมากขึ้น ทำให้ช่วงศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ขายเฉพาะน้ำพันช์ดอกดาหลาอย่างเดียวได้ถึง 1,000 ขวด ยังไม่รวมเครื่องดื่มน้ำดอกไม้อื่นๆ ที่ขายได้ไม่ต่ำกว่า 800 ขวด และนอกจากวางขายในตลาดน้ำแล้ว ยังมีลูกค้าจากระนอง ชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียงมารับเครื่องดื่มของเธอไปขายต่ออีก นอกจากนี้ดอกดาหลายังมีมูลค่าขึ้น โดยขายได้ดอกละ 5 บาท

" ถ้าไม่มีงานวิจัยพี่ก็ไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำเหมือนกัน" เจ้าของเครื่องดื่มน้ำดอกไม้ "ตราสำเนียง" ประจำตลาดน้ำอัมพวาบอกกับเรา และบอกด้วยว่า ตอนนี้เธอยังต้องการเทคโนโลยีที่จะนำมายืดอายุเครื่องดื่มจากที่เก็บไว้ได้ เพียง 7 วัน ให้เก็บไว้ได้นานขึ้น ซึ่งล่าสุดได้รับความช่วยเหลือจากโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (ทีเอ็มซี) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) ที่พาเธอไปดูงานเรื่องการทำพลาสเจอไรซ์และสเตอริไรซ์อาหารที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ภายหลังจากการดูงานสำเนียงบอกว่า เธอได้กลับมาปรับกระบวนการผลิตนิดหน่อย โดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วและไม่ต้องลงทุนเพิ่ม นอกจากนี้ยังได้ซื้อเครื่องทดสอบความหวานจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาใช้ ซึ่งช่วยให้เธอควบคุมคุณภาพของเครื่องดื่มน้ำดอกไม้ได้
ศ.ดร.ชัชนาถ เทพธรานนท์

การนำความรู้เข้าไปช่วยเหลือเจ้าของกิจการเครื่องดื่มในตลาดน้ำ อัมพวาของ iTAP นี้ เป็นส่วนหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์พัฒนาผู้ประการรายเล็กในโครงการ "การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนตลาดน้ำอัมพวา" ของศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี ซึ่ง ศ.ดร.ชัชนาถ เทพธรานนท์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์กล่าวว่า ทีเอ็มซีได้ช่วยเหลือบริษัทเล็กๆ ให้สามารถแข่งขันได้ โดยเข้าไปช่วยทางด้านเทคโนโลยี ตั้งแต่เทคโนโลยีที่เหมาะสมไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ก็ไม่ได้ทำงานกับชุมชนมากนัก จนกระทั่งปี 2552 นี้ เศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบกับเยอะ จนมีบริษัทต่างๆ ปิดไปเยอะ ทำให้มีคนกลับถิ่นฐานจำนวนมาก ทางศูนย์จึงได้ลงมาดูในระดับชุมชนว่า จะนำเทคโนโลยีอะไรที่ไปช่วยเก็บรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นเอาไว้ได้

" อัมพวาเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่เรามองว่ามีความพร้อม ซึ่งเราไม่ได้รายแรกที่เข้ามา เพราะเขาได้เปิดตลาดน้ำกันตั้งแต่ปี 2547 เรามองว่าเอกลักษณ์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของที่นี่น่าจะแข่งขันได้ ถ้าได้รับการส่งเสริมที่ถูกต้อง ที่ทำขนมอร่อย อาหารอร่อย ใกล้แหล่งวัตถุดิบสำคัญอย่างน้ำตาลมะพร้าว จึงมีโจทย์ว่าจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยได้อย่างไร" ศ.ดร.ชัชนาถกล่าว และบอกว่ามี 3 โครงการที่ทีเอ็มซีเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการในตลาดน้ำอัมพวา คือ โครงการเครื่องดื่มดอกไม้ โครงการกาแฟโบราณ และโครงการข้าวแต๋น ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการที่ทางเทศบาลตำบลอัมพวาร้องขอให้ทีเอ็มซีเข้าไปช่วย ปรับปรุง
"ข้าวแต๋นลุงแว่น" ของศุภชาติ เจียมศิวานนท์


"ข้าวแต๋นลุงแว่น" ของศุภชาติ เจียมศิวานนท์ เป็นผู้ประกอบการอีกหนึ่งรายที่ได้รับคัดเลือกจากเทศบาลตำบลอัมพวาให้เข้า ร่วมโครงการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอัมพวา โดยเอกลักษณ์ข้าวแต๋นลุงแว่นคือใช้น้ำตาลมะพร้าว ขณะที่ข้าวแต๋นทั่วไปจะใช้น้ำตาลอ้อย ทั้งนี้แม้ว่าจะมีลีลาและวาทะในการขายที่ดึงดูดลูกค้าได้ดีอยู่แล้ว แต่ลุงแว่นยังมีปัญหาในเรื่องการทอดไม่ให้อมน้ำมัน ซึ่ง iTAP ที่เข้าร่วมพัฒนาวิสาหกิจชุมชนตลาดน้ำอัมพวาตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาผู้ประกอบ การรายย่อยได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยแก้ปัญหา

"หลังจากได้คุยตอนนี้ก็ทอดข้าวแต๋นไม่อมน้ำมันแล้ว" ลุงแว่นกล่าวบอกเทคนิคคร่าวๆ คือข้าวเหนียวที่ตากแห้งนั้นต้องไม่แห้งมากหรือน้อยเกินไป ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญ และผู้เชี่ยวชาญจากโครงการยังมีส่วนช่วยเหลือลุงแว่นในการคัดเลือกพันธุ์ ข้าวเหนียวที่เหมาะสมสำหรับการทอดข้าวแต๋น ที่ช่วยระบุพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมว่าเป็นข้าวเหนียว กข 6 แต่ยังมีปัญหาเรื่องการเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวและการเก็บควันน้ำมันที่รบกวน เพื่อนบ้านอีก 2 ปัญหาที่อยู่ระหว่างการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
พลพิพัฒน์ สมานสิริกุล ทายาทรุ่นที่ 3


ทางด้าน พลพิพัฒน์ สมานสิริกุล ทายาทรุ่นที่ 3 ของธุรกิจกาแฟโบราณ "สมานการค้า" ซึ่งผลิตกาแฟคั่วบดจำหน่ายทั่วประเทศ และเปิดหน้าร้านขายกาแฟโบราณที่ตลาดน้ำอัมพวากล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า ธุรกิจของเขาไม่ได้อิงกับตลาดน้ำอัมพวาเท่าไหร่นัก แต่การเปิดตลาดน้ำก็ทำให้กาแฟโบราณปรุงสำเร็จของเขาขายดีขึ้น เขาจึงอยากได้เครื่องมือสำหรับพลาสเจอไรซ์ชา-กาแฟเพื่อบรรจุขวดขายสำหรับ ลูกค้าที่อยากซื้อกลับบ้าน นอกจากนี้ยังต้องการความช่วยเหลือจากนักวิชาการเพื่อปรับปรุงกำลังการผลิต กาแฟคั่วบดให้ได้มากขึ้นและพึ่งพากำลังคนน้อยลง โดยปัจจุบันเขาผลิตได้วันละ 1-2 ตัน ขณะที่มีความต้องการมากถึงวันละ 4-5 ตัน

" ตอนนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยกับนักวิชาการ แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะผมต้องทำงาน (คั่ว-บดกาแฟ) ตลอดเวลา และที่ร้านก็มีพื้นที่จำกัด คงค่อยๆ ปรับปรุงไปเรื่อยๆ แต่อย่างแรกที่จะทำก่อนคือเครื่องพลาสเจอไรซ์กาแฟปรุงสำเร็จ" พลพิพัฒน์กล่าวถึงการปรับปรุงกิจการโดยความช่วยเหลือจากนักวิชาการ iTAP
ร้อยโทพัชโรดม อุนสุวรรณ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลอัมพวา

ทางด้าน ร้อยโทพัชโรดม อุนสุวรรณ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลอัมพวา ซึ่งเป็นชาวอัมพวาโดยกำเนิดเล่าถึงอดีตของอัมพวาว่า เคยเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญ และเป็นศูนย์กลางการค้าขายทางน้ำ เนื่องจากมีคลองมากว่า 360 คลอง แต่เมื่อการคมนาคมทางบกเข้ามา ทำให้ความสำคัญของคมนาคมทางน้ำลดบทบาทลง และในปี 2547 เทศบาลตำบลอัมพวาได้รื้อฟื้นตลาดน้ำขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งแรกๆ เป็นที่กังขากับคนในพื้นที่ว่าจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร แต่เศรษฐกิจในพื้นที่ได้ก้าวกระโดดจากรายได้ 60 ล้านบาทในปีแรก เพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านบาทในปี 2551 อย่างไรก็ดีคนในชุมชนยังไม่สามารถออกไปแข่งขันกับภายนอกได้ เนื่องจากขาดทักษะ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและไอที

ร้อยโทพัชโรดมกล่าวว่าอยากให้อัมพวาเป็นต้นแบบที่แสดงให้เห็นว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยเหลือในระดับชุมชนได้ ซึ่งนอกจากประเด็นว่าจะช่วยให้คนในชุมชนผลิตสินค้าได้เก่ง ร้านโชห่วยสามารถแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทั่วหัวระแหงทุกวันนี้ได้ ร้านกาแฟโบราณธุรกิจของชุมชนสามารถแข่งขันกับร้านกาแฟแบรนด์ดังข้ามชาติได้ แล้ว ยังมีเรื่องการนำอินเทอร์เน็ตเข้าไปปรับปรุงระบบการจองห้องพักของโฮมสเตย์ใน ชุมชน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการติดต่อกับลูกค้าต่างชาติได้โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง และมีต้นทุนต่ำที่สุด โดยทางเทศบาลกำลังหารือกับเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทยหรือซอฟแวร์พาร์ คภายใต้ศูนย์ทีเอ็มซีอีกด้วย

"อัมพวาเป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งเกษตร เรามีผู้ประกอบที่พักมากกว่า 200 ราย โดย 90% ของผู้ประกอบการที่พักเป็นคนในพื้นที่ และผู้ประกอบการส่วนมากไม่ได้จบการท่องเที่ยวและโรงแรม บางแห่งเจ้าของทำสวนและมีกิจการเสริมเรื่องให้บริการที่พัก ตอนนี้มีวิกฤติด้านการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวที่เกิดจากการลงทุนของนักลงทุนกำลังประสบปัญหา แต่อัมพวาไม่มีเพราะเราเอาการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทั้งชีวิต การพัฒนาจาก "ทุนภายใน" เป็นทุนที่ดีที่สุดที่ทำให้เขาอยู่ได้ และเขาจะรักษาสิ่งแวดล้อมเพราะเจ้าของบ้านที่นี่คงไม่ย้ายบ้านหนีไปไหน" นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลอัมพวากล่าว

ส่วนจุดขายเรื่องการล่องเรือชมหิ่งห้อย ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงทางด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการรบกวนหิ่งห้อย หรือการสร้างความรำคาญให้กับชาวบ้านที่อยู่ริมคลองจนเกิดกรณีตัดต้นลำพูทิ้ง นั้น ร้อยโทพัชโรดมกล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการขาดทักษะของชาวบ้านที่เป็นเจ้าของเรือ แต่ก็มีความพยายามแก้ปัญหา ส่วนการตัดต้นลำพูไม่ได้หมายความว่าเกิดจากความรำคาญเรือหิ่งห้อย แต่เนื่องจากลำพูเป็นไม้เปราะเสี่ยงที่จะล้มทับหลังคาบ้านและสายไฟได้ บางครั้งจึงจำเป็นต้องตัดทิ้ง

"มีคำถามกลับว่าชาวอัมพวาจะอยู่ได้เพราะหิ่งห้อยหรืออัมพวาอยู่ได้เพราะความเป็นอัมพวา" ร้อยโทพัชโรดมตั้งคำถามที่ชี้ให้เห็นวิสัยทัศน์การพัฒนาอัมพวาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของชุมชน


ขอบคุณข้อมูล ASTV